Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
สมัครง่าย ได้ User มาแล้วทำการฝากครั้งแรกก็ได้โบนัสเพิ่มเลยทันที สมัครได้ที่นี่ LSM99 สมัคร
2
โรงแรมนครนายก   อิงธารรีสอร์ท ลด 50%

รีสอร์ทติดน้ำตก ใหญ่ที่สุด ใกล้เขื่อนขุนด่าน นครนายก

พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน Wi-Fi ทีวี เครื่องทำน้ำร้อน

สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุมสัมมนา




โรงแรมนครนายก   ที่พักนครนายก ติดน้ำตก   ตั้งอยู่ใกล้เขื่อนขุนด่านปราการชล สถานที่ยอดนิยม สัมผัสธรรมชาติ ขุนเขา ป่าไม้และน้ำตกใกล้กรุงเทพ อิงธารรีสอร์ท โรงแรม ที่พัก อ.เมือง จ.นครนายก สถานที่สำหรับพักผ่อนจัดเลี้ยงสัมมนา เรามีห้องพักไว้บริการท่านมากกว่า 320 ห้อง สัมมนารับได้ 400-600 ท่าน จัดเลี้ยงได้ถึง 1,200 ท่าน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน Wi-Fi ทีวี เครื่องทำน้ำร้อน สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุมสัมมนา

โรงแรมในนครนายก ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกรวดเร็ว ถนน อากาศดี มีความเป็นธรรมชาติ สภาพป่าสมบรูณ์ มีภูเขา ป่าไม้ ลำธาร น้ำตก เขื่อน ล่องแก่ง อาหารพื้นบ้าน ร้านกาแฟสด มีธรรมชาติ ป่าเขาเขียวขจี อ่างเก็บน้ำ อากาศดี สงบเงียบ เหมาะแก่การเที่ยวภูเขา น้ำตก เขื่อน ช่วงปลายฝนต้นหนาว บรรยากาศดี อากาศดี สงบ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เข้าพักที่จองโรงแรมในนครนายก



ที่พักในเมืองนครนายก อิงธาร รีสอร์ท บรรยากาศดี ใกล้ชิดธรรมชาติ มีทั้งภูเขา น้ำตก ใกล้ชิดธรรมชาติ บรรยากาศดี  รีสอร์ทอยู่ติดน้ำตก บรรยากาศร่มรื่นสวยงาม มีสระว่ายน้ำ ห้องพักสะอาด ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยว เหมาะแก่การพักผ่อน อยู่ใกล้เขื่อนขุนด่าน น้ำตกนางรอง น้ำตกวังตะไคร้ เหมาะมาพักเป็นครอบครัว หรือพักผ่อนเป็นหมู่คณะ มีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย อาทิ ล่องแก่ง เรือยาง สระว่าย รถ ATV เพนท์บอล

เที่ยวนครนายก คิดถึงอิงธารรีสอร์ท นครนายก ที่พัก โรงแรม รีสอร์ทท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และกิจกรรมหลากหลาย บรรยากาศเย็นสบายท่ามกลางขุนเขา เหมาะอย่างมากสำหรับการพาครอบครัวมาพักผ่อน มีเรือนพักต่างๆ ให้เลือกพักตามอัธยาศัย ทั้งเรือนไทย บ้านแฝด โรงแรมทุกห้องพัก พร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพร้อมรองรับการจัดงานสัมมนา และการประชุมนอกสถานที่

เที่ยวน้ำตก เที่ยวเขื่อน ในนครนายก ต้องพักที่ อิงธารรีสอร์ท จังหวัดนครนายก บรรยากาศดี ติดริมน้ำ ใกล้ชิดติดธรรมชาติ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ใกล้กรุงเทพโปรโมชั่นพิเศษ ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท บ้านพัก ลดสูงสุดถึง 50% จองเลย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความครบครัน ทั้งโทรทัศน์ ตู้เย็น น้ำดื่ม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น ล่องเรือหางยาวเหนือเขื่อน ล่องแก่งเรือยาง, ATV, Paintball และ BB Gun



ที่พักริมน้ำนครนายก ใกล้ชิดธรรมชาติ ที่พักติดริมน้ำ สามารถลงไปเล่นน้ำได้ระหว่างเข้าพัก มีบ้านพักให้เลือกหลายแบบ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติ ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิด อากาศเย็นสบายตลอดวัน มีธารน้ำไหลผ่านรีสอร์ท ห้องพักก็มีหลากหลายให้เลือก เหมาะสำหรับวันพักผ่อนสบายๆและที่พักยังใกล้แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายก

ติดต่อจองห้องพักหรืองานสัมมนา  Tel: 088-525-8899
 
โรงแรม อิงธารรีสอร์ท นครนายก  Tel: 02-056-8291

Line:  0885258899

Email: ingtarn.sales@gmail.com
 
www.โรงแรมนครนายก.com


TAG: โรงแรมนครนายก
3
ถอนไวมาก
4
NUSA ออกหุ้น PP แลกซื้อหุ้น วินด์ฯ จากผถห.รายย่อย 8.04% ราคา 405 บ./หุ้น

บมจ.ณุศาศิริ (NUSA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2565 มีมติอนุมัติการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) จำนวนไม่เกิน 8,755,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 8.04% ของจำนวนหุ้นที่จดทะเบียนและชำระแล้วของ WEH จากผู้ถือหุ้นรายย่อยของ WEH ในราคาหุ้นละ 405 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3,545,775,000 บาท

อนึ่ง WEH มีทุนจดทะเบียน 1,088,373,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ 108,837,300 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของราคาหุ้น WEH อ้างอิงจากการประเมินมูลค่าหุ้น โดยบริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วยวิธีการรวมมูลค่าของแต่ละธุรกิจ (Sum ofThe Parts) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด และสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดในอนาคตจากการดำเนินธุรกิจของ WEH มากที่สุด

บริษัทจะชำระค่าตอบแทนการซื้อหุ้น WEH ทั้งสิ้นไม่เกิน 3,545,775,000 บาท ด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน 3,939,750,000 หุ้น หรือคิดเป็น 32.28% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ในราคาเสนอขาย 0.90 บาท/หุ้น

ทั้งนี้ บริษัทจะลดทุนจดทะเบียน 1,600,000,000 บาท จาก 12,051,353,263 บาท เป็น 10,451,353,263 บาท โดยตัดหุ้นที่ยังไม่ได้จำหน่าย จากนั้นจะเพิ่มทุนจดทะเบียน 4,265,132,134 บาท เป็น 14,716,485,397 บาท โดยการออกหุ้นสามัญ 4,265,132,134 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP) คือผู้ถือหุ้นรายย่อย WEH เป็นจำนวน 3,939,750,000 หน

รวมทั้งนำหุ้นสามัญเพิ่มทุนมาปรับสิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท รุ่นที่ 4 (NUSA-W4) จำนวน 257,883,04 หุ้น และปรับสิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่ออกให้แก่บุคคลในวงจำกัด (NUSA-WC) จำนวน 67,499,087 หุ้น

บริษัทคาดว่ากระบวนการซื้อขายทั้งหมดจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.65
6
ไทยพาณิชย์ประกาศผลกำไรสุทธิประจำปี 2564 จำนวน 35,599 ล้านบาท

ธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ของปี 2564 จำนวน 35,599 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.8% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 86,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลของการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ กำไรสุทธิสำหรับสำหรับไตรมาสสี่ปี 2564 มีจำนวน 7,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ในปี 2564 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 95,171 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิลดลงภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันและการมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 55,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลของการรับรู้กำไรตามราคาตลาดในปัจจุบันของพอร์ตการลงทุนของธนาคารและบริษัทในเครือ และการขยายฐานรายได้ที่แข็งแกร่งของธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 63,547 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของธนาคารในปี 2564 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 42.3%

ในปี 2564 ธนาคารได้ตั้งสำรองจำนวน 42,024 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากปีก่อน ภายหลังที่ธนาคารได้ตั้งสำรองในระดับสูงกว่าสภาวะปกติในปีก่อน

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 3.79% เพิ่มขึ้นจาก 3.68% ในปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลของการจัดชั้นลูกหนี้เชิงคุณภาพในกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงที่ 139.4% และเงินกองทุนตามกฎหมายของธนาคารยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.7%

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า
"ธนาคารได้เติบโตรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารผันกลับมามีการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 ในขณะเดียวกันธนาคารได้ร่วมมือกับลูกค้าภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงิน ให้ทยอยเข้าร่วมกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จภายใต้กรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมการใช้งานผ่านช่องทางดิจิทัลบนแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ แอปพลิเคชัน SCB EASY และแพลตฟอร์มส่งอาหารโรบินฮู้ด ทำให้ธนาคารสามารถขยายฐานผู้ใช้งานดิจิทัลกว่า 20 ล้านคน สำหรับปี 2565 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอน ธนาคารยังคงยึดมั่นในการเติบโตธุรกิจด้วยความรอบคอบและมั่นคง และให้การช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน"
7
Zipmex ไทยเผยปี 64 กระแสนิยมคริปโทฯ ดันสินทรัพย์โตกระโดด-วอลุ่มพุ่งพรวด

นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานผู้บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด (Zipmex) ประเทศไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนก.ค. 63 ที่ Zipmex เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยจนถึงขณะนี้ได้รับการตอบรับจากเป็นอย่างดี พบว่าคนไทยให้ความสนใจและก้าวเข้าสู่การลงทุนในทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี 64 นี้ Zipmex มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 450% จากเดือน ม.ค. 64 มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 4,800% และมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 700,000 คน จาก ม.ค. 64

ไม่เพียงธุรกิจของ Zipmex ในไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาพรวมในระดับภูมิภาคทั้งใน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลียก็ขยายตัวในระดับสูง โดย Zipmex คาดว่าเทรดดิ้งวอลุ่มจะเพิ่มขึ้นถึงหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในไตรมาส 2/65 ปัจจุบันสินทรัพย์ของบริษัท รวมทุกประเทศได้มีการเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนลูกค้าที่ทำการลงทะเบียนกับ Zipmex กว่า 1.5 ล้านคน คิดเป็นการเติบโตถึง 18 เท่าในปีนี้ ส่งผลให้ Zipmex เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของอาเซียนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากการลงทุนแล้ว การให้บริการการออมสินทรัพย์ออมดิจิทัลในแพลตฟอร์มของ Zipmex ก็มีการขยายตัวในระดับสูง จากผลิตภัณฑ์ ZipLock ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 14% ต่อปี

นอกจากมิติทางด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยระยะเวลาการดำเนินงานเพียง 1 ปีแล้ว จำนวนพนักงาน Zipmex ยังเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 70 คนทั่วโลก เป็น 400 คน โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Zipmex ได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Zipmex มีการเติบโต และได้รับความมั่นใจจากผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ได้แก่ การมีการระดมทุนจากนักลงทุนระดับสากล ในการระดมทุนรอบ Series B มูลค่า 41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเป็นเงินมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท) ซึ่งนำโดย B Capital, TNB Aura, Krungsri Finnovate, MindWorks, Jump Capital, V Ventures, Plan B และ MACO ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร และ Venture Capitalists ระดับโลกได้ร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน ทำให้ Zipmex มีมูลค่าหลักหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ และกำลังมุ่งไปสู่การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯในไม่ช้านี้

การเป็นแพลตฟอร์มที่มีจำนวนเหรียญมากที่สุดในประเทศไทยถึง 59 เหรียญให้เลือกลงทุน และมีค่าธรรมเนียมการเทรดที่ต่ำที่สุดในตลาดประเทศไทย (0.1%) อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถมอบผลตอบแทนหรือโบนัส จากการฝากสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ BTC, ETH, LTC, USDC, USDT และ ZMT สูงสุดถึง 14 % ต่อปี ผ่านโปรแกรมการฝากประจำ ZipLock นับเป็นการส่งเสริมการออมสำหรับนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลอีกทางหนึ่งด้วย

การได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลังประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) เพิ่มเติมจากใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการดำเนินการประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะทำให้ Zipmex สามารถเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ในกระดานซื้อขายและทำให้สามารถเสนอราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าของ Zipmex นอกจากนี้ Zipmex ยังได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องทั้งด้านระบบความปลอดภัย การรับรองและยืนยันตัวตนของนักลงทุน หรือ Know-Your-Customer (KYC) ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ Zipmex ยังคงยืนหยัดที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการเงินดิจิทัลใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ตอบสนองต่อทุกไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตแบบสังคมไร้เงินสด รวมถึงพัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดหลัก 4 ประการ คือ

1. การลงทุน (Invest) ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านสินทรัพย์ที่เหมาะสม นักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเกียวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเงินสกุลดิจิทัลมากขึ้น

2. การออม (Save) เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงิน และความั่งคั่งอย่างยั่งยืน ผ่านโปรแกรมการออมต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองรูปแบบทางการเงินที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มนักลงทุน ทั้งการฝากแบบยืดหยุ่น การฝากประจำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนสูงสุดถึง 14% ต่อปี จาก Zipmex Token (ZMT), Bitcoin, Ethereum รวมถึง Stable coins หรือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถคงมูลค่าไว้คงที่ได้ตลอดเวลา เช่น USDT

3. การใช้จ่าย (Pay) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ผ่านพันธมิตรในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเสริมสร้างและส่งเสริมรูปแบบการชำระเงินปรับตัวเข้าสู่โลกแห่งสินทรัพย์ดิจิทัลมาชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลาย และเข้าถึงง่าย ผ่านการจับมือกับพันธมิตรโดย Zipmex Asia ได้มีการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้จ่ายจากโปรแกรมการชำระเงินกับวีซ่าเพื่อเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการเข้าถึงร้านค้า 70 ล้านรายในเครือข่ายทั่วโลกของวีซ่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินการระดับภูมิภาคของ Zipmex รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี และความคืบหน้าของสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ผู้ใช้งาน

4. ประสบการณ์เหนือระดับ (Experience) ที่จะช่วยให้นักลงทุน หรือผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟมากมายจาก ZipWorld ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ที่ได้รวบรวมสินค้าและบริการอันมีลักษณ์เฉพาะ และกำลังมุ่งหน้าดำเนินการต่อยอดไปยังสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ เช่น NFT และ Metaverse

"ปี 64 ถือเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับทั้ง Zipmex และตลาดคริปโทฯ ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจและได้รับความเชื่อถือมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าตลอดปีที่ผ่านมามีความร่วมมือหรือข้อตกลง (Partnership) ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มทุน องค์กร หรือแม้กระทั่งสถาบันทางการเงินการธนาคารอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าตลาดคริปโทฯ ในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากฐานนักลงทุน และลูกค้าขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง" นายเอกลาภ กล่าว
Zipmex ยังได้สร้างนวัตกรรมในการนำเงินดิจิทัลมาซื้อขายสินทรัพย์ได้จริง โดยได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ ผู้นำเข้ารถยนต์ชั้นนำ และกิจการอื่น ๆ ในการนำเงินดิจิทัลเข้ามาใช้ในการซื้อขายสินค้าและบริการ รวมทั้งสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ๆ ร่วมกัน ส่งผลให้ในขณะนี้ มีพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน เทคโนโลยี สื่อบันเทิง ความงามและสุขภาพ การบริการ เฟอร์นิเจอร์และศิลปะ รวมหลากหลายราย ได้แก่ CMC Group, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, GMM Grammy, Grand Asset Hotel, Major Cineplex, MQDC, The 1, SC Asset, Siam Piwat รวมไปถึงแบรนด์ชั้นนำ เช่น A.G. Cars and Marines, B Autohaus, Cavallino Motors, DJI13, Grand Asset Hotel, Mirage, Omazz, Renazzo Motor, StockRadar, The Brooker Group, Trisara, Wasutha Group และอื่นๆที่กำลังจะตามมา

"ในช่วงที่ผ่านมา ลูกค้าของ Zipmex ได้นำเงินดิจิทัลเข้ามาซื้อขายสินค้าอยางหลากหลาย โดย Zipmex ได้จับมือกับศูนย์การค้า Siam Paragon เพื่อจัด 2 กิจกรรมเพื่อผู้สนใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เปิดประสบการณ์ Crypto Arcade และ Experience Center เพื่อให้ความรู้ ก่อนการลงทุนในคริปโทฯ ที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงคริปโทฯ ได้ง่ายขึ้น โดยการบริการเปิดบัญชีที่มาพร้อมกับ Customer Support ที่จะคอยอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนการเริ่มการลงทุนในคริปโทฯ และการจัด Workshop เพื่อให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญZipmex จะขยายความร่วมมือกับพันธมิตร และขยายการใช้เงินดิจิทัลให้มากขึ้น" นายเอกลาภ กล่าว
ขณะเดียวกันบริษัทจะเร่งขยายจำนวนผู้ใช้เงินดิจิทัลให้มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในธุรกิจเงินดิจิทัลสูงมาก เพราะมีประชากรสูงถึง 70 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง และมีพื้นฐานความรู้สูง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลเพียง 1.6-1.7 ล้านคน

สำหรับ ZIPMEX STUDENT AMBASSADOR โครงการค้นหาคนเจนใหม่เพื่อรับโอกาสเรียนรู้ การลงทุนในโลกดิจิทัล และเป็นตัวแทนปฏิบัติภารกิจร่วมกับ Zipmex เพื่อมาเป็น The Face of Crypto and Digital Innovation เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจในมหาวิทยาลัยในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 65 โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เพื่อเป็นบันไดสู่โอกาสที่ดีในอนาคต เป็นต้นว่า ร่วมกับ Zipmex และบริษัทชั้นนำ เพื่อสร้างสรรค์ความคิด และเปิดตัวโครงการที่น่าตื่นเต้นด้วยกัน เรียนรู้อย่างก้าวกระโดดจากเหล่ากูรูในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ร่วมจัดงาน และส่งเสริมกิจกรรม และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดเยาวชนจากทั่วโลกทั้งในโลกปัจจุบันสู่โลกแห่งการเงินดิจิทัล
8
ภาวะตลาดหุ้นไทยปิดเช้าลบ 7.53 จุดปรับลงตามตลาดตปท. กังวลนโยบายการเงินของสหรัฐ-QE 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,649.43 จุด ลดลง 7.53 จุด (-0.45%) มูลค่าการซื้อขาย 47,559 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยทำระดับสูงสุด 1,655.42 จุด และระดับต่ำสุด 1,641.86 จุด

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยเช้านี้ผันผวนเชิงลบตาม Sentiment ตลาดต่างประเทศ จากประเด็นกังวลนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยคาดว่าจะมีรายละเอียดในการประชุมวันที่ 25-26 ม.ค.นี้ ที่จะมีแผนการปรับลดงบดุลและทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่านโยบายการเงินจะเข้าสู่ภาวะปกติ QE อาจจะจบเร็ว การลดงบดุลก็มาเร็ว ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกกดดัน ทั้งตลาดหุ้น คริปโทฯ โภคภัณฑ์ มีเพียงสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ยังบวกระยะสั้นได้

แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่าย คาดว่ายังผันผวนในแดนลบต่อเนื่อง โดยให้แนวรับที่ 1,640, 1,634 จุด แนวต้านที่ 1,653, 1,657 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

AOT มูลค่าการซื้อขาย 2,340.22 ล้านบาท ปิดที่ 63.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,171.82 ล้านบาท ปิดที่ 140.00 บาท ลดลง 1.00 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,014.81 ล้านบาท ปิดที่ 38.75 บาท ลดลง 0.75 บาท

GPSC มูลค่าการซื้อขาย 1,677.76 ล้านบาท ปิดที่ 81.75 บาท ลดลง 2.75 บาท

GUNKUL มูลค่าการซื้อขาย 1,303.96 ล้านบาท ปิดที่ 6.75 บาท ลดลง 0.10 บาท
9
SCB แจงปี 64 กำไรเพิ่ม 30.8% รับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโต-ตั้งสำรองลดลง

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารได้เติบโตรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารผันกลับมามีการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในปี 64 ขณะเดียวกันธนาคารได้ร่วมมือกับลูกค้าภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงินให้ทยอยเข้าร่วมกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จภายใต้กรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ธนาคารยังส่งเสริมการใช้งานผ่านช่องทางดิจิทัลบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น แอปพลิเคชัน SCB EASY และแพลตฟอร์มส่งอาหารโรบินฮู้ด ทำให้ธนาคารสามารถขยายฐานผู้ใช้งานดิจิทัลกว่า 20 ล้านคน สำหรับปี 65 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอน ธนาคารยังคงยึดมั่นในการเติบโตธุรกิจด้วยความรอบคอบและมั่นคง และให้การช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับผลประกอบการของธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในปี 64 จำนวน 35,599 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.8% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 86,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลของการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ และกำไรสุทธิสำหรับสำหรับไตรมาส 4/64 มีจำนวน 7,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในปี 2564 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 95,171 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิลดลงภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันและการมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 55,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลของการรับรู้กำไรตามราคาตลาดในปัจจุบันของพอร์ตการลงทุนของธนาคารและบริษัทในเครือ และการขยายฐานรายได้ที่แข็งแกร่งของธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 63,547 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของธนาคารในปี 64 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 42.3%

ธนาคารได้ตั้งสำรองในปี 64 จำนวน 42,024 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากปีก่อน ภายหลังที่ธนาคารได้ตั้งสำรองในระดับสูงกว่าสภาวะปกติในปีก่อน และมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นปี 64 อยู่ที่ 3.79% เพิ่มขึ้นจาก 3.68% ในปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลของการจัดชั้นลูกหนี้เชิงคุณภาพในกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงที่ 139.4% และเงินกองทุนตามกฎหมายของธนาคารยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.7%
10
“VRANDA” ปลื้มค่าใช้จ่ายการเงินลดลง แบงก์พาณิชย์ ให้ ดบ.พิเศษ ยันชำระเงินกู้ ‘วีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน’ เสร็จ Q3/64

บมจ.วีรันดา รีสอร์ท หรือ VRANDA โชว์ความแข็งแกร่งศักยภาพทางการเงิน ได้รับอัตราดอกเบี้ยลดพิเศษจากธนาคารพาณิชย์ พร้อมชูธุรกิจอสังหาฯ ประความสำเร็จ โครงการ ‘วีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน’ (Veranda Residence Hua-Hin) ยอดโอนกรรมสิทธิ์พุ่งหนุนชำระคืนเงินกู้ครบตั้งแต่ไตรมาส 3/2564 คาดว่าจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงกว่า 10 ล้านบาทต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า

นายวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตามบริษัทมีผลการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมพักอาศัยและลงทุนปล่อยเช่า ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลดภาระทางการเงิน โดยเมื่อเสริมกับการชำระเงินกู้โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน (Veranda Residence Hua-Hin) กว่า 1,000 ล้านบาท ครบในไตรมาส 3/2564 ที่ผ่านมาแล้ว จะทำให้บริษัทจะสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการเงินไปได้กว่า 10 ล้านบาทต่อปีในอีก 2 ปีข้างหน้า

สำหรับโครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise 5 อาคาร จำนวน 270 ยูนิต โดดเด่นด้วยการดีไซน์แนวโมเดิร์น คอมเท็มโพรารี (Modern Contemporary) บนทำเลริมชายหาดหัวหินใกล้กับเขาตะเกียบ มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์แล้วกว่า 1,900 ล้านบาท ทำให้ในไตรมาส 3/2564 บริษัทฯ ได้ชำระเงินกู้โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน (Veranda Residence Hua-Hin) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้มีสภาพคล่องทางการเงินสูงขึ้น เนื่องจากสามารถนำรายได้ที่เกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 เป็นต้นไป มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนในโครงการอื่นๆ รวมถึงโครงการใหม่ในอนาคต



ทั้งนี้บริษัทมีห้องชุดสร้างเสร็จพร้อมโอนในโครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน (Veranda ResidenceHua-Hin) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2565 มูลค่า 400 ล้านบาท โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสละ100 ล้านบาท เนื่องจากจุดเด่นของทำเลที่ติดกับโรงแรมเวอร์โซ หัวหิน - วีรันดา คอลเลกชัน ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการทั้งการทานอาหารเช้า ดินเนอร์ สปา ภายในรีสอร์ทได้ ทั้งนี้แม้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) แต่ด้วยนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชะอำและหัวหิน สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness Tourism) ปี 2565 มองว่าจะช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวคึกคักต่อเนื่อง

“ภาพรวมธุรกิจคอนโดฯ และโรงแรมของเราได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั้งนักธุรกิจชาวไทยและกลุ่มชาวต่างชาติ ตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวไทย แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 (Omicron) ในประเทศไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน มีทำเลที่โดดเด่นและผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำให้กลุ่มลูกค้าให้ความเชื่อมั่นกับแบรนด์ VRANDA ขณะที่โรงแรมในเครือมีการดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี พร้อมตั้งเป้าพัฒนาขยายโมเดลเรสซิเดนซ์คู่โรงแรมตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต ชะอำ หรือเขาใหญ่ เพื่อสร้างรายได้จากโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง”

 
Pages: [1] 2 3 ... 10